15 กรกฎาคม 2569 / นายประเสริฐ จันทรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานการประชุมผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงศึกษาธิการ ครั้งที่ 6/2569 ณ ห้องประชุม 1 สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ พร้อมด้วย นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ, นายตติยภัทร์ ปิติเศรษฐพันธุ์ โฆษกกระทรวงศึกษาธิการ, นายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ และคณะผู้บริหารระดับสูง เพื่อติดตามความคืบหน้าการดำเนินงานตามนโยบาย “ร่วมมือ ทำจริง เพื่อสร้างอนาคตที่ดีกว่า” มุ่งเน้นการคืนเวลาให้ครู ลดภาระงานเอกสาร และสร้างความปลอดภัยในสถานศึกษา
โดยสรุปประเด็นสำคัญจากการประชุม ดังนี้
- การพิจารณางบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ. 2570 ของส่วนราชการในสังกัด 6 หน่วยงาน อาทิ เพื่อขับเคลื่อนนโยบายส่งเสริมโอกาสทางการศึกษาและความปลอดภัย เพื่อสมทบกองทุนสงเคราะห์
- รายงานความคืบหน้า ร่าง พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ ซึ่งได้มีการรายงานผลการรับฟังความคิดเห็นพบว่าร้อยละ 96.5 เห็นด้วยกับหลักการ โดยตั้งเป้าให้เป็น “กฎหมายแม่บททางการศึกษา” ที่เน้นความคล่องตัว
- เตรียมเป็นเจ้าภาพประชุมระดับโลก GEM 2027 ประเทศไทยเตรียมเป็นเจ้าภาพจัดงาน Global Education Meeting (GEM) ร่วมกับ UNESCO ในช่วงปลายเดือนมีนาคมถึงต้นเดือนเมษายน 2570 ซึ่งจะมีรัฐมนตรีด้านการศึกษาจากกว่า 160 ประเทศเข้าร่วม
นอกจากนี้ รมว.ศธ. ได้กล่าวปิดท้ายในการประชุมว่า แม้จะเป็นช่วงเริ่มต้นของการทำงาน แต่หลายนโยบายเริ่มเห็นผลเป็นรูปธรรม และกระทรวงศึกษาธิการจะยังคงเดินหน้าทำงานโดยยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลางเพื่อการศึกษาของคนไทยทุกคน
ภายหลังการประชุมดังกล่าว รมว.ศธ. เปิดเผยว่า “ที่ประชุมได้มีการสรุปภารกิจสำคัญทั้งในระดับนานาชาติและการปรับปรุงระบบภายในกระทรวง พร้อมเร่งขับเคลื่อนนโยบายการศึกษาปี 2570 และแผนปฏิรูปการศึกษาในทุกมิติ ประกอบด้วยประเด็นสำคัญ คือ
ภารกิจในระดับนานาชาติและความสำเร็จที่ปารีส ซึ่งได้เข้าร่วมประชุมรัฐมนตรีด้านการศึกษาทั่วโลกของ UNESCO และทบทวนเรื่อง Technical Review เพื่อเข้าเป็นสมาชิก OECD ซึ่งทุกอย่างสำเร็จลุล่วงด้วยดี และมีการจัดงานแสดงวัฒนธรรมไทยที่ UNESCO ซึ่งได้รับคำชมจากหลายประเทศ รวมถึงการจัดนิทรรศการ ชุดไทยและผ้าไทย ในปารีสที่มีผู้เข้าชมกว่า 50,000 คน โดยประเทศไทยได้รับประกาศให้เป็นเจ้าภาพจัดงาน Global Education Meeting 2027 ของ UNESCO ในวันที่ 31 มีนาคม – 2 เมษายน 2570 ซึ่งจะมีผู้เข้าร่วมจากกว่า 160 ประเทศทั่วโลก
“การขับเคลื่อนนโยบาย “Thailand Zero Dropout” ต้นแบบในอาเซียน กระทรวงตั้งเป้าให้ประเทศไทยเป็นต้นแบบในการแก้ไขปัญหาเด็กหลุดนอกระบบการศึกษา โดยจะผลักดันให้เป็นปฏิญญากรุงเทพฯ ปัจจุบันพบเด็กไทยหลุดนอกระบบประมาณ 1 ล้านคน ซึ่งต้องได้รับความร่วมมือจากหลายหน่วยงาน เช่น กระทรวงมหาดไทย แรงงาน และ พม. เพื่อแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำและปัจจัยทางเศรษฐกิจ” รมว.ศธ.กล่าว
สำหรับการปฏิรูปสู่ระบบ Digital (E-Office และ AI Framework) โดยกระทรวงศึกษาธิการ จะทำงานแบบไร้กระดาษ (Paperless) กำหนด Kick off ระบบ e-Office ในวันที่ 1 มกราคม 2570 เพื่อลดค่าใช้จ่ายและเวลาได้ถึง 30-40% รวมถึงเพิ่มความโปร่งใสในการทำงาน และนำระบบใหม่จะเชื่อมโยงฐานข้อมูล (API) ทุกหน่วยงานในกระทรวงและนอกกระทรวงเข้าด้วยกัน โดยมีระดับการเข้าถึงข้อมูล 5 ระดับเพื่อความปลอดภัย รวมถึงการจัดทำ AI Framework กำลังออกแบบแนวทางการใช้ AI ให้เหมาะสมกับผู้เรียนและผู้สอนในแต่ละระดับ ตั้งแต่ปฐมวัยจนถึงอาชีวศึกษา
ด้านการยกระดับคุณภาพการศึกษาและโครงสร้างพื้นฐาน การวัดผล (O-NET) ซึ่งได้มีการหารือเรื่องการกลับมาใช้ข้อสอบมาตรฐานชุดเดียวกันเพื่อวัดผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาให้เป็นมาตรฐานเดียว และการเรียนทางไกล (DLTV) โดยตรวจพบว่าโรงเรียนชายขอบยังมีอุปกรณ์ที่เก่าและล้าสมัย (ใช้งานมากว่า 10-15 ปี) จึงมีนโยบายจะเข้าไปเปลี่ยนเป็น Smart TV และอุปกรณ์ที่ทันสมัยขึ้น
รวมถึงระบบการเรียนแบบทวิศึกษาที่เน้นการสอนทักษะอาชีพเพื่อให้เด็กที่จบไปมีรายได้และอาชีพทันที และแนวทางความร่วมมือกับโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนในการใช้ทรัพยากรและหมุนเวียนครูร่วมกัน และวาระสำคัญอื่น ๆ เรื่องการจัดงานครบ 100 ปี สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี และงานเฉลิมฉลองครบรอบ 100 ปี พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9
สุกัญญา จันทรสมโภชน์/ ข่าว
สมประสงค์ ชาหารเวียง/ ภาพ-วิดีโอ
นัทสร ทองกำเหนิด/ ภาพ
