(ศธจ.เพชรบูรณ์) ร่วม“ประชุมเชิงปฏิบัติการขับเคลื่อนแนวทาง Thailand Zero Dropout PLUS พ.ศ. 2569”

วันศุกร์ที่ 20 มีนาคม 2569 เวลา 08.30 น. นางสาวสุภาพันธุ์ ทองพยงค์ ศึกษาธิการจังหวัดเพชรบูรณ์ มอบหมายให้ นางสาวพัชรีย์ อ่อนอิงนอน ผู้อำนวยการกลุ่มพัฒนาการศึกษา ร่วม“ประชุมเชิงปฏิบัติการขับเคลื่อนแนวทาง Thailand Zero Dropout PLUS พ.ศ. 2569” โดยมี นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ ประธานอนุกรรมการบูรณาการการทำงานเพื่อขับเคลื่อนการจัดการศึกษาหรือการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่น เป็นประธานเปิดการประชุม พร้อมด้วย นายสันติธร ยิ้มละมัย รองปลัดกระทรวงมหาดไทย นายกิตติ อินทรกุล รองปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ดร.ชูสิน วรเดช รองหัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ  นายไกรยศ ภัทราวาท ผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา ศึกษาธิการภาค ศึกษาธิการจังหวัด และผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จำนวน 380 คน เข้าร่วมประชุม ณ โรงแรม เดอะพาลาสโซกรุงเทพมหานคร

>>นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ กล่าวว่า ก่อนที่จะมาเป็น Thailand Zero Dropout PLUS คนไทยตื่นตัวมากและเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์พักใหญ่กับตัวเลขของเด็กไทยที่ออกจากระบบการศึกษาประมาณ 1 ล้านคน ซึ่งในช่วงนั้นขณะเป็นผู้ช่วย รมว.ศธ. ก็ได้ทราบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรวมถึงศึกษาธิการจังหวัดมีหน้าที่ในการบูรณาการข้อมูลและรายงานให้เป็นปัจจุบัน (realtime) เวลาผ่านมาจำนวนเด็กที่หลุดออกจากระบบลดลงจำนวนมาก และในปีล่าสุดเหลืออยู่ประมาณ 600,000 คน

>รัฐบาลให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาอย่างต่อเนื่อง โดยประกาศนโยบาย”Thailand Zero Dropout” เพื่อแก้ไขปัญหา “เด็กหลุดจากระบบการศึกษา”เพื่อ “ให้เป็นศูนย์” ซึ่งข้าราชการที่ต้องนำนโยบายไปขับเคลื่อนแม้ว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงเรื่องของการเมือง หรือเหตุการณ์จากปัจจัยภายนอก สถานการณ์ฉุกเฉิน เช่น ภัยพิบัติ สงคราม สภาพเศรษฐกิจ ส่วนนี้ล้วนเป็นสาเหตุที่ทำให้เด็กและเยาวชนของเรามีความเสี่ยงที่จะหลุดออกจากระบบการศึกษามากขึ้น จึงเป็นที่มาของการยกระดับนโยบาย “Thailand Zero Dropout PLUS” ที่การดูแลเรื่องนี้จะต้องเข้มข้นขึ้นเป็นพิเศษโดยเฉพาะจังหวัดที่มีความเสี่ยงสูง

>ศึกษาธิการจังหวัดได้ร่วมมือกับผู้ว่าราชการจังหวัด ที่มีหน้าที่และอำนาจในการสั่งการและบูรณาการหน่วยงานที่มีความเกี่ยวข้องในการดูแลเรื่องการศึกษาทุกภาคส่วน ครอบคลุมไปถึงปัจจัยปัญหาครอบครัว ปัญหาสังคม ปัญหาสุขภาวะทางจิต จนมีแนวทางจัดการศึกษาให้มีความยืดหยุ่นหลากหลายรองรับเด็กแต่ละคนที่มีความต้องการและเงื่อนไขที่แตกต่าง เช่น ปรับเป็นรูปแบบ 1 โรงเรียน 3 รูปแบบ “on-site on-hand on-demand” หรือเด็กที่เข้าสู่ภาคการทำงานแล้วอาจต้องมีกลไก Learn to Earn ส่งเสริมให้นำประสบการณ์ที่มีเทียบโอนเป็นหน่วยกิตเพื่อมีวุตการศึกษาพัฒนาคุณภาพชีวิตของตนเอง และยังมี Learning PLUS รวมถึงการขับเคลื่อนธนาคารหน่วยกิตอย่างต่อเนื่อง

>นโยบายใหญ่ที่นายกรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล จะแถลงในเร็ว ๆ นี้ ยังคงมีเรื่องของการศึกษาที่ยืดหยุ่น สิ่งเหล่านี้จะเป็นเครื่องมือให้ฝ่ายปฏิบัติทำงานง่ายขึ้น ความร่วมมือในวันนี้จึงเป็นสิ่งสำคัญมากที่จะขับเคลื่อนในส่วนของภูมิภาค ศธ. มท. พม. จะร่วมมือกันตามหาเด็กที่ตกหล่นหลุดออกจากระบบให้สามารถกลับเข้ามาสู่ระบบ พบช่องทางต่อยอดศักยภาพของตัวเองในการพัฒนาคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น ทุกคนในที่ประชุมวันนี้จึงมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งที่จะสร้างอนาคตทรัพยากรมนุษย์ของประเทศไทยให้มีความพัฒนามากยิ่งขึ้นไป

>ในการนี้ ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ศธ.ในฐานะหน่วยงานหลักด้านการศึกษา ได้ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือกับ 11 หน่วยงานหลัก เพื่อบูรณาการข้อมูลร่วมกันจนเห็นผลสัมฤทธิ์ที่ชัดเจน จำนวนเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษา จากกว่า 1 ล้านคนในปี 2566 ลดลงเหลือเพียง 603,095 คนในปี 2568 นอกจากนี้ยังได้ขยายผลระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน (OBEC CARE) ให้ครอบคลุม 28,549 โรงเรียนทั่วประเทศ และต่อยอดนวัตกรรม “1 โรงเรียน 3 รูปแบบ” ไปยังสถานศึกษานำร่อง 927 แห่งใน 245 เขตพื้นที่การศึกษา

>สำหรับการก้าวสู่ “Thailand Zero Dropout PLUS” พ.ศ. 2569 ศธ.จะเดินหน้านโยบายเชิงรุก โดยสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาและสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้จังหวัด จะเป็นกลไกหลักและร่วมกับ มท.สนับสนุนการดำเนินงานของคณะกรรมการขับเคลื่อนการแก้ปัญหาเด็กและเยาวชนที่หลุดออกจากระบบการศึกษาให้กลายเป็นศูนย์ระดับจังหวัดโดยมีศึกษาธิการจังหวัดเป็นเลขานุการเพื่อค้นหาและดูแลช่วยเหลือเด็กและเยาวชนที่หลุดจากระบบการศึกษาเกิน 1 ปี หรือไม่พบชื่อในระบบแจ้งเหตุเพื่อรับความช่วยเหลือด้านสังคมของ พม.

>หัวใจสำคัญในปี 2569 คือการบูรณาการทำงานอย่างเข้มแข็งของทุกภาคส่วน ที่จะพาน้อง ๆ กลับมาสู่ระบบการศึกษา การเรียนรู้ การประกอบอาชีพ ที่มีความหลากหลาย ตรงตามความต้องการของแต่ละคนที่มีเงื่อนไขแตกต่างกันใช้ “การจัดการศึกษาที่ยืดหยุ่น (Flexible Leaming) ผ่านมาตรการสำคัญ ได้แก่ การขยายผล 1 โรงเรียน 3 รูปแบบการขับเคลื่อนศูนย์การเรียนตามมาตรา 12 ที่จัดโดยภาคเอกชนและชุมชนการบูรณาการระบบธนาคารหน่วยกิต(Credit Bank) เพื่อเทียบโอนประสบการณ์เป็นวุฒิการศึกษา และการขยายแพลตฟอร์ม “โรงเรียนมือถือ” (Mobile School) เพื่อให้เด็กเรียนรู้ได้ทุกที่ทุกเวลา พร้อมร่วมมือกับทุกหน่วยงานเพื่อสร้างระบบการศึกษาที่ยึดหยุ่น มีคุณภาพ และไม่ทิ้งเด็กไทยคนใดไว้ข้างหลัง