เปิดกฎหมาย พ.ร.บ. คอมฯ ที่คนเล่นโซเชียลควรรู้
การไถฟีดข่าวบนโซเชียลมีเดียแล้วเจอเรื่องราวน่าสนใจ จนอดไม่ได้ที่จะกดปุ่ม “แชร์” ต่อไปให้เพื่อนๆ ได้รู้ ถือเป็นพฤติกรรมที่เราทำกันจนเป็นเรื่องปกติ แต่เคยสงสัยหรือไม่ว่าเพียงแค่คลิกเดียว อาจมีความเสี่ยงทางกฎหมาย เร็วๆ นี้ตำรวจไซเบอร์ได้ออกมาเตือนถึงผลกระทบที่ร้ายแรงของการเผยแพร่ข่าวปลอม ซึ่งหลายคนอาจยังไม่ทราบว่า แค่การ “ส่งต่อ” ก็อาจนำไปสู่โทษหนักได้
1.ผู้สร้างข่าวปลอม ความผิดตามมาตรา 14(1)
ความผิดแรกตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ หรือ พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ฯ มุ่งเป้าไปที่ “ผู้สร้าง” หรือ “ผู้โพสต์” เนื้อหาที่เป็นเท็จโดยตรง
โดยความผิดตามมาตรา 14(1) ระบุถึงการกระทำ “โดยทุจริตหรือโดยหลอกลวง” ด้วยการ “นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอม” ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน ในลักษณะที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน ซึ่งหมายความว่าการสร้างข้อมูลเท็จขึ้นมาโดยมีเจตนาหลอกลวงนั้นเป็นองค์ประกอบสำคัญของความผิดนี้ และที่สำคัญคือความผิดในส่วนนี้เป็นคนละส่วนกับความผิดฐานหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา
2.คนแชร์ต้องระวัง ความผิดตามมาตรา 14(5)
นี่คือประเด็นสำคัญที่ผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตทุกคนต้องตระหนัก เพราะกฎหมายไม่ได้เอาผิดแค่คนสร้างข่าวปลอมเท่านั้น แต่ยังรวมถึง “คนแชร์” ที่ส่งต่อข้อมูลนั้นด้วย ในขณะที่ผู้สร้างข่าวปลอมจะถูกตัดสินจาก “เจตนาทุจริตหลอกลวง” ผู้ที่แชร์ต่อจะถูกตัดสินจากมาตรฐานที่ต่างออกไป นั่นคือ “การรู้ว่าข้อมูลนั้นเป็นเท็จ”
พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14(5) ระบุไว้อย่างชัดเจนว่า การเผยแพร่หรือส่งต่อข้อมูลคอมพิวเตอร์ โดยที่รู้อยู่แล้วว่าเป็นข้อมูลเท็จ ถือเป็นการกระทำความผิด นั่นหมายความว่าการกดแชร์หรือส่งต่อโพสต์ปลอม ไม่ใช่การกระทำที่ไม่มีความหมาย แต่เป็นการกระทำที่มีน้ำหนักทางกฎหมายและอาจนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ร้ายแรงได้ บทลงโทษสำหรับความผิดนี้ถือว่าหนักมาก โดยมีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
3.มีคนจับตาดูอยู่เสมอ ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมของตำรวจไซเบอร์
เรื่องนี้ไม่ใช่แค่ข้อกฎหมายที่อยู่บนกระดาษ แต่มีการบังคับใช้จริง โดยตำรวจไซเบอร์ได้จัดตั้ง “ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม” ขึ้นมาเพื่อติดตามและตรวจสอบการกระทำผิดบนโลกออนไลน์โดยเฉพาะ ศูนย์ดังกล่าวมีเจ้าหน้าที่คอยตรวจสอบและเฝ้าระวัง (Monitor) เพจปลอม เว็บไซต์ปลอม หรือแม้แต่บัญชี TikTok ปลอม ตลอด 24 ชั่วโมง ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือกรณีข่าวของ “น้องเจนนี่ ได้หมดถ้าสดชื่น” ซึ่งเจ้าหน้าที่กำลังดำเนินการสืบสวนสอบสวนเพื่อติดตามผู้กระทำผิด ไม่ใช่แค่คนที่สร้างโพสต์ต้นทางเท่านั้น แต่ยังไล่ไปถึงทุกคนที่มีส่วนร่วมในการแชร์ข้อมูลเท็จนั้นด้วย ซึ่งตอกย้ำว่าการกระทำผิดบนโลกออนไลน์นั้นอยู่ในสายตาของเจ้าหน้าที่เสมอ
