มิจฉาชีพฉวยโอกาส ‘น้ำท่วม’ เปิดรับบริจาคปลอม!

น้ำท่วมว่าหนักแล้ว อย่าให้โดนหลอกซ้ำ! 

วิกฤตน้ำท่วม โอกาสของมิจฉาชีพ

สถานการณ์น้ำท่วมไม่เพียงแต่พัดพาทรัพย์สิน แต่ยังทำลายขวัญและกำลังใจของพวกเราหลายคน
และในยามที่เราอ่อนแอที่สุดนี้เอง กลับมีกลุ่มมิจฉาชีพที่เลือดเย็นพอจะฉวยโอกาสซ้ำเติมความทุกข์ยาก
โจรไซเบอร์เหล่านี้ซ่อนตัวอยู่หลังหน้าจอ รอคอยที่จะใช้ความหวังและความเดือดร้อนของเราเป็นเครื่องมือในการหลอกลวง
ในขณะที่เรากำลังหาทางรอด มิจฉาชีพกลับใช้โซเชียลมีเดียเป็นอาวุธซ้ำเติมเรา
ผ่านข่าวปลอมและกลลวงสารพัดรูปแบบเพื่อขโมยเงินหรือข้อมูลส่วนตัวไปจากผู้ที่กำลังต้องการความช่วยเหลืออย่างที่สุด
แล้วเราจะป้องกันตัวเองและคนที่เรารักจากภัยมืดที่แฝงมากับวิกฤตนี้ได้อย่างไร?

กลลวงที่ต้องระวัง เมื่อมิจฉาชีพแฝงตัวมากับภัยน้ำท่วม

นี่คือ 4 กลโกงหลักที่มิจฉาชีพใช้เป็นประจำในช่วงน้ำท่วม คุณต้องรู้ให้เท่าทันเพื่อปกป้องตัวเองไม่ให้ตกเป็นเหยื่อซ้ำสอง

กลลวงที่ 1: หลอกให้ “ลงทะเบียนรับเงินเยียวยา” เพื่อขโมยเงินและข้อมูล

กลลวงสุดคลาสสิกที่พบได้บ่อยที่สุด คือการสร้างโพสต์ปลอมบนโซเชียลมีเดีย อ้างว่ารัฐบาลกำลังเปิดให้ลงทะเบียนรับเงินช่วยเหลือผู้ประสบภัย ซึ่งจะนำไปสู่หายนะสองรูปแบบหลัก:
• ขโมยข้อมูลส่วนตัว: เมื่อคุณคลิกลิงก์ที่แนบมา อาจถูกหลอกให้กรอกข้อมูลสำคัญ หรือลิงก์นั้นอาจฝังโปรแกรมอันตรายที่สามารถเจาะเข้ามาควบคุมโทรศัพท์ของคุณได้
• หลอกให้โอนเงินก่อน: มิจฉาชีพอาจสร้างเงื่อนไขให้คุณต้องโอน “ค่าดำเนินการ” หรือ “ค่าลงทะเบียน” จำนวนเล็กน้อยก่อน โดยอ้างว่าจะได้รับเงินก้อนใหญ่ตอบแทน แต่สุดท้ายคุณจะเสียเงินฟรีและไม่ได้รับความช่วยเหลือใดๆ เลย

กลลวงที่ 2: ใช้ความใจบุญเป็นเหยื่อ ผ่าน “โครงการรับบริจาคปลอม”

อีกรูปแบบคือการโจมตีความมีน้ำใจของคนในสังคม มิจฉาชีพจะสร้างโครงการรับบริจาคปลอมขึ้นมา โดยใช้ภาพผู้ประสบภัยที่น่าสงสารเพื่อกระตุ้นให้คุณอยากช่วยเหลือ แต่เงินบริจาคทั้งหมดกลับไหลเข้ากระเป๋าของโจร ดังนั้น หากคุณต้องการบริจาค ขอให้ทำผ่านหน่วยงานของรัฐโดยตรง หรือองค์กรการกุศลที่น่าเชื่อถือและเป็นที่รู้จักเท่านั้น

กลลวงที่ 3: “บัญชีรับโอนชื่อบุคคล” สัญญาณเตือนภัยที่ชัดที่สุด

หากมีสัญญาณเตือนภัยเพียงข้อเดียวที่คุณต้องจำให้ขึ้นใจจากบทความนี้ นั่นคือ: ห้ามโอนเงินเข้าบัญชีชื่อบุคคลเด็ดขาด ไม่ว่าจะเป็นการขอรับบริจาคหรืออ้างว่าเป็นการลงทะเบียนรับเงินเยียวยา หากบัญชีปลายทางเป็นชื่อบุคคลธรรมดา ให้สันนิษฐานทันทีว่าเป็นมิจฉาชีพ หน่วยงานที่น่าเชื่อถือจะใช้บัญชีในนามองค์กรเสมอ นี่คือกำแพงป้องกันที่ง่ายที่สุดแต่แข็งแกร่งที่สุดที่คุณมี

กลลวงที่ 4: ลิงก์ปลอม “คลิกเดียว” ดูดเงินเกลี้ยงบัญชี

มิจฉาชีพมักแอบอ้างชื่อหน่วยงานรัฐหรือบริษัทใหญ่ๆ เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ จากนั้นจะส่งลิงก์หรือเว็บไซต์ปลอมที่ทำเลียนแบบของจริงมาให้ เพื่อหลอกให้คุณกรอกข้อมูลส่วนตัวที่สำคัญลงไป เช่น เลขบัตรประชาชน หรือรหัสผ่านต่างๆ การคลิกโดยไม่ระวังเพียงครั้งเดียว อาจเปิดประตูให้โจรเข้ามาขโมยเงินในบัญชีของคุณจนหมด หรือนำข้อมูลของคุณไปใช้ก่ออาชญากรรมได้

เช็กให้ชัวร์ก่อนเชื่อ: 5 ขั้นตอนง่ายๆ ป้องกันเงินในกระเป๋า

ก่อนจะเชื่อ คลิก หรือโอน โปรดหยุดและใช้เวลาตรวจสอบตาม 5 ขั้นตอนง่ายๆ นี้เสมอ เพื่อความปลอดภัย
1. อย่าเพิ่งเชื่อคำแอบอ้าง: มิจฉาชีพมักใช้ชื่อหน่วยงานที่น่าเชื่อถือเพื่อทำให้เราตายใจ ควรตั้งสติและตรวจสอบก่อนเสมอ
2. ตรวจสอบตัวตน: เช็กให้แน่ใจว่าหน่วยงานหรือบุคคลที่ติดต่อมานั้นมีตัวตนอยู่จริงหรือไม่ผ่านช่องทางที่เป็นทางการ
3. สงสัยบัญชีชื่อบุคคล: หากบัญชีปลายทางให้โอนเงินเป็นชื่อบุคคลธรรมดา ให้สงสัยไว้ก่อนว่าอาจเป็นมิจฉาชีพ
4. ยึดช่องทางทางการเป็นหลัก: ตรวจสอบข้อมูลจากเว็บไซต์ หรือเบอร์โทรสายด่วนที่เป็นทางการของหน่วยงานนั้นๆ โดยตรงเท่านั้น อย่าเชื่อข้อมูลจากโพสต์ในโซเชียลมีเดียเพียงอย่างเดียว
5. เช็กก่อนคลิก: อย่ากรอกข้อมูลส่วนตัวหรือทำธุรกรรมใดๆ ผ่านลิงก์ที่ไม่น่าเชื่อถือ ควรตรวจสอบความถูกต้องของลิงก์และเว็บไซต์ให้ดีก่อนเสมอ
อย่าให้ความหวังของเรากลายเป็นเครื่องมือของมิจฉาชีพ
ในช่วงเวลาแห่งวิกฤต ความรอบคอบคือเกราะป้องกันที่ดีที่สุด อย่าปล่อยให้ความเดือดร้อนและความหวังดีของเรากลายเป็นช่องทางให้มิจฉาชีพเข้ามาซ้ำเติม โปรดจำไว้เสมอว่า มาตรการช่วยเหลือจากหน่วยงานภาครัฐจะประกาศผ่านเว็บไซต์หรือแพลตฟอร์มที่เป็นทางการเท่านั้น จะไม่มีการส่งลิงก์ส่วนตัวมาให้ลงทะเบียน

หากพบเห็นโพสต์ที่น่าสงสัย หรือไม่แน่ใจว่าเป็นของจริงหรือไม่ สามารถตรวจสอบหรือแจ้งเบาะแสได้ทันทีที่สายด่วนตำรวจไซเบอร์ 1441 ตลอด 24 ชั่วโมง