กลลวงใหม่! มิจฉาชีพบังคับเหยื่อ “ลักพาตัวตัวเอง” เรียกค่าไถ่จากผู้ปกครอง

กลลวงใหม่! มิจฉาชีพบังคับเหยื่อ “ลักพาตัวตัวเอง” เรียกค่าไถ่จากผู้ปกครอง

จากข่าวที่น่าตกใจ กรณีนักศึกษาชายคนหนึ่งในจังหวัดปทุมธานี ถูกแก๊งคอลเซ็นเตอร์หลอกลวงด้วยกลอุบายที่ซับซ้อนและน่ากลัว บังคับให้เขาสร้างสถานการณ์ว่าตนเองถูกลักพาตัว เพื่อเรียกเงินค่าไถ่จากผู้ปกครองเป็นจำนวนเงินกว่า 1 ล้านบาท นี่คือเรื่องเล่าเตือนภัยที่ทุกคน โดยเฉพาะเยาวชนและผู้ปกครอง ต้องรู้ให้เท่าทัน!

1. เปิดฉากกลโกง เมื่อ “เจ้าหน้าที่รัฐ” โทรมา

กลโกงรูปแบบใหม่นี้ไม่ได้เริ่มต้นด้วยการหลอกลวงธรรมดา แต่เป็นการโจมตีทางจิตวิทยา (Psychological Attack) ที่ออกแบบมาอย่างเป็นระบบ เพื่อทำให้เหยื่อตกอยู่ในสภาวะตื่นตระหนกและหวาดกลัวจนไม่สามารถไตร่ตรองหาความจริงได้

1.1. การสร้างเรื่องราวที่น่าเชื่อถือ

มิจฉาชีพเปิดฉากด้วยการสร้าง “สภาวะวิกฤต” (Crisis State) โดยใช้ส่วนผสมของอำนาจและความรุนแรง เพื่อทำลายความสามารถในการคิดวิเคราะห์ของเหยื่อลงทันที

• ช่องทางการติดต่อ เริ่มต้นด้วยการใช้ โทรศัพท์และวิดีโอคอล เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือและกดดันเหยื่อแบบเรียลไทม์
• การอ้างตัว แอบอ้างว่าเป็น ตำรวจและเจ้าหน้าที่ ปปง. (สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน) ซึ่งเป็นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับคดีร้ายแรง
• การสร้างข้อกล่าวหา กล่าวหาว่าเหยื่อ มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีฟอกเงิน และสร้างสถานการณ์ที่น่าสะพรึงกลัว โดยอ้างว่าคดีมีความเสียหายสูงถึง 8 ล้านบาท และ มีผู้เสียชีวิต จากคดีดังกล่าว

1.2. เป้าหมายแรก โอนเงินเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์

หลังจากข่มขู่จนเหยื่อเริ่มหวาดกลัว มิจฉาชีพจะยื่นข้อเสนอที่ดูเหมือนเป็นทางออก แต่แท้จริงแล้วคือกับดักขั้นแรก คนร้ายจะหลอกให้เหยื่อ โอนเงินให้เพื่อตรวจสอบความบริสุทธิ์ โดยอ้างว่าเป็นขั้นตอนตามกระบวนการทางกฎหมาย แต่การหลอกลวงไม่ได้จบลงเพียงเท่านี้ มันกลับทวีความรุนแรงและน่ากลัวขึ้นไปอีกระดับ เมื่อมิจฉาชีพเปลี่ยนเป้าหมายจากการหลอกเอาเงินไปสู่การควบคุมตัวเหยื่อโดยสมบูรณ์

2. หลุมพรางที่ลึกขึ้น การควบคุมตัวและบงการ

เมื่อเหยื่อตกอยู่ในความกลัวอย่างเต็มที่ มิจฉาชีพจะเริ่มออกคำสั่งที่โหดร้ายยิ่งขึ้น เพื่อตัดเหยื่อออกจากโลกภายนอกและควบคุมทุกการกระทำ

2.1. คำสั่งให้แยกตัวออกจากโลกภายนอก
คนร้ายได้บงการเหยื่อผ่านวิดีโอคอลด้วยคำสั่ง

• บังคับให้เหยื่อ ขังตัวเอง อยู่ในห้องพัก (หอพัก) และห้ามออกไปไหน
• สั่งให้ ตั้งกล้องวิดีโอคอลค้างไว้ตลอดทั้งวัน เพื่อให้มิจฉาชีพสามารถสอดส่องและควบคุมเหยื่อได้ตลอด 24 ชั่วโมง

2.2. ตัดการสื่อสารและสร้างความโดดเดี่ยว

คำสั่งดังกล่าวคือยุทธวิธีที่อันตรายอย่างยิ่ง โดยมีเป้าหมายทางจิตวิทยาที่ชัดเจน 2 ประการ

• การสร้าง “ฟองข้อมูล” (Information Bubble) การบังคับให้เหยื่ออยู่ในห้องและเปิดกล้องตลอดเวลา คือการสร้าง “ฟองข้อมูล” ที่คนร้ายควบคุมข้อมูลเข้าออกทั้งหมด ทำให้เหยื่อถูกตัดขาดจากโลกแห่งความจริง ไม่สามารถปรึกษาใครหรือตรวจสอบข้อมูลกับแหล่งที่น่าเชื่อถือได้
• การบั่นทอนจิตใจผ่านการสอดส่อง (Psychological Erosion via Surveillance) การถูกจับตามองตลอด 24 ชั่วโมงไม่ใช่แค่การควบคุมตัว แต่เป็นเทคนิคที่บั่นทอนสภาพจิตใจอย่างรุนแรง ทำให้เหยื่อรู้สึกไร้อำนาจ อ่อนล้า และพร้อมจะทำตามคำสั่งอย่างไร้เงื่อนไขเพื่อยุติความกดดัน

เมื่อควบคุมเหยื่อได้อย่างสมบูรณ์แล้ว มิจฉาชีพก็ได้เริ่มดำเนินแผนการขั้นสุดท้าย โดยเปลี่ยนเป้าหมายจากตัวนักศึกษาไปสู่ครอบครัวของเขา

3. ฉากสุดท้าย จัดฉากลักพาตัวเรียกค่าไถ่

นี่คือจุดที่แสดงให้เห็นถึงความโหดร้ายของแก๊งคอลเซ็นเตอร์กลุ่มนี้ ที่ใช้ตัวเหยื่อเป็นเครื่องมือในการหลอกลวงคนที่รักเขามากที่สุด

คำสั่งของมิจฉาชีพ (The Scammer’s Orders) : มิจฉาชีพสั่งให้นักศึกษา “จัดฉากว่าถูกทำร้ายร่างกาย” เพื่อสร้างสถานการณ์ลักพาตัวปลอมๆ ขึ้นมา

ภาพที่ถูกสร้างขึ้น (The Fabricated Reality) : มิจฉาชีพใช้วิดีโอคอลจากภาพที่จัดฉากขึ้น ติดต่อไปหาผู้ปกครองของเหยื่อโดยตรง พร้อมกับอ้างว่า “ลูกถูกลักพาตัว” และเรียกร้องเงินค่าไถ่

ด้วยความตกใจและเป็นห่วงลูก ผู้ปกครองจึงหลงเชื่อและรีบโอนเงินค่าไถ่ให้คนร้ายไปจำนวน 1 ล้านบาท ด้วยความร้อนใจ ผู้ปกครองของนักศึกษาจึงได้เข้าแจ้งความว่าลูกชายถูกลักพาตัว ซึ่งนำไปสู่การประสานงานของศูนย์ปฏิบัติการต่อต้านอาชญากรรมออนไลน์ (AOC) และเจ้าหน้าที่ตำรวจ จนสามารถเข้าช่วยเหลือเหยื่อและคลี่คลายแผนการทั้งหมดได้ทันท่วงที

4. ถอดบทเรียน วิธีเอาตัวรอดจากแก๊งคอลเซ็นเตอร์

จากเหตุการณ์นี้ เราสามารถสรุปบทเรียนและแนวทางปฏิบัติเพื่อป้องกันตัวเองและคนรอบข้างจากภัยคุกคามลักษณะเดียวกันได้ 3 ขั้นตอนสำคัญ ดังนี้

1.ตั้งสติและอย่าหลงเชื่อ จำไว้เสมอว่าเจ้าหน้าที่รัฐตัวจริงจะไม่มีทางติดต่อประชาชนผ่านวิดีโอคอลเพื่อแจ้งข้อกล่าวหาคดีร้ายแรง หรือสั่งให้โอนเงินเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์เด็ดขาด
2.วางสายทันที หากเจอการสนทนาในลักษณะนี้ ให้ยุติการสนทนาทันที อย่าปล่อยให้มิจฉาชีพมีโอกาสพูดข่มขู่หรือโน้มน้าวต่อ การวางสายคือการตัดวงจรการหลอกลวงที่ดีที่สุด
3.โทรแจ้งหน่วยงาน หลังจากวางสายแล้ว ให้รีบติดต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อแจ้งเรื่องและขอความช่วยเหลือทันที

– แจ้งตำรวจในพื้นที่เกิดเหตุ
– โทรสายด่วนศูนย์ปฏิบัติการต่อต้านอาชญากรรมออนไลน์ (AOC) 1441

5. บทสรุป ภัยออนไลน์ใกล้ตัวกว่าที่คิด

คดีนี้เป็นเครื่องย้ำเตือนว่า กลโกงออนไลน์มีการพัฒนายุทธวิธีที่ซับซ้อนและน่ากลัวขึ้นทุกวัน โดยมุ่งเป้าไปที่การใช้จิตวิทยาเพื่อควบคุมเหยื่อ การสร้างความตระหนักรู้และเรียนรู้วิธีรับมือที่ถูกต้องจึงเป็นเหมือน “เกราะป้องกัน” ที่ดีที่สุดสำหรับเยาวชนและทุกคนในโลกดิจิทัล ขอให้เรื่องราวนี้เป็นอุทาหรณ์เพื่อที่เราทุกคนจะได้ไม่ตกเป็นเหยื่อรายต่อไป

 

ที่มา : Youtube ช่อง News NBT2HD