ตลาดนัดการเรียนรู้ออนไลน์วังจันทรเกษม เฟส 2 หลักสูตรที่ 5 “คุณค่าทางวัฒนธรรม ในความงดงามของชีวิต”

ตลาดนัดการเรียนรู้ออนไลน์วังจันทรเกษม เฟส 2 หลักสูตรที่ 5 “คุณค่าทางวัฒนธรรม ในความงดงามของชีวิต”

ตลาดนัดการเรียนรู้ออนไลน์วังจันทรเกษม เฟส 2 หลักสูตรสุดท้าย “คุณค่าทางวัฒนธรรม ในความงดงามของชีวิต” โดยเนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ กวีรางวัลซีไรต์ ศิลปินแห่งชาติ ชี้ ศธ.ต้องรับผิดชอบการรู้หนังสืออย่างเป็นรูปธรรม พร้อมเสนอคืนบทอาขยานสู่ห้องเรียน

(18 มิถุนายน 2565) ดร.สุภัทร จำปาทอง ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานพิธีเปิดตลาดนัดการเรียนรู้ออนไลน์วังจันทรเกษม เฟส 2 หลักสูตรที่ 5 “คุณค่าทางวัฒนธรรม ในความงดงามของชีวิต” โดยเนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ กวีรางวัลซีไรต์ ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ ประจำปี 2536 ซึ่งเป็นหลักสูตรสุดท้าย โดยมีนายอิทธิกร ช่างสากล ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เป็นผู้กล่าวรายงาน, ดร.วีระ แข็งกสิการ รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ และนางสาวจงจิตร ฟองละแอ นักประชาสัมพันธ์ กลุ่มสารนิเทศ สป. เป็นผู้ดำเนินรายการ จัดอบรมที่ห้องจันทรเกษม กระทรวงศึกษาธิการ พร้อมถ่ายทอดสดผ่านระบบ Microsoft Teams มีผู้สมัครเข้าอบรมหลักสูตรนี้ 147,096 ราย และผู้อบรมทั้ง 10 หลักสูตรจำนวนทั้งสิ้น 1,087,584 ที่นั่ง

ดร.สุภัทร จำปาทอง ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวขอบคุณอาจารย์เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ ศิลปินแห่งชาติสาขาวรรณศิลป์ ซึ่งเป็นคนดีของกรุงรัตนโกสินทร์ในยุคสมัยนี้ และเป็นผู้ชี้นำทางสังคมไปด้วยพร้อมกัน ถือเป็นโอกาสดีที่ ศธ. ได้รับเกียรติในการรับมุมมองการเข้าใจถึงคุณค่าทางศิลปะ มรดกทางวัฒนธรรม ภาษา การสื่อสาร ซึ่งเป็นมรดกที่สำคัญของมนุษย์ โดยเฉพาะเรื่องของ Local Life ที่จะสามารถใช้เป็นอัตลักษณ์ของคนในชุมชนได้ ขณะที่ประเทศไทยกำลังจะเปิดประเทศในอีกไม่กี่วันข้างหน้านี้ จึงมีสิ่งหนึ่งที่เราพึงจำไว้คือ คุณค่าทางวัฒนธรรมเป็นสิ่งดีงามและเป็นสิ่งที่ควรใช้ในการเผยแพร่มรดกทางวัฒนธรรมของประเทศ เพื่อสื่อสารให้พลเมืองโลกได้รู้ได้เข้าใจอย่างถูกต้องและกว้างขวาง

อาจารย์เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ ศิลปินแห่งชาติ กล่าวว่า เป้าหมายของการศึกษา คือ การได้มีประสบการณ์ลึกซึ้งในรากเหง้า ซึ่งคำว่าศึกษานั้นมาจากคำว่า สิกขะ แปลว่า ดูตัวเองด้วยตัวเอง หรือในการศึกษาแบบ Child Center ต้องรู้ลึก รู้รอบ รู้หลัก เน้นความเป็นมนุษย์โดยมีประสบการณ์นอกโรงเรียนเป็นรากฐานที่มั่นคง จึงจะถือเป็นการศึกษาที่แท้จริง

ส่วนเรื่องของศิลปวัฒนธรรมนั้น อย่างแรกที่ต้องทำคือ เข้าใจให้ตรงกันก่อนถึงความหมายของคำว่าศิลปวัฒนธรรม โดยคำว่าศิลปะหมายถึงความจัดเจนในการทำงาน ส่วนคำว่าวัฒนธรรมนั้นมาจากคำว่าวัฒนะ + ธรรม หมายถึงสิ่งที่งอกเจริญขึ้น ซึ่งถ้างอกงามเป็นสิ่งดีก็จะนำไปสู่ความเป็นอารยะ ซึ่งคำว่าวัฒนธรรมนั้นไม่ได้ดีไปทั้งหมด เป็นคำกลางอยู่ที่ว่าจะใช้ไปในทางใด

โดยสรุปความหมายของวัฒนธรรมคือ สิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้น พัฒนาให้ดีขึ้น เพื่อประโยชน์ในการเป็นอยู่อย่างสงบเรียบร้อย มีความสุข เป็นวิถีชีวิต ทั้งนี้วัฒนธรรมมีฐานอยู่ 3 ฐานที่สำคัญ ได้แก่ รากฐานคือการสื่อสารให้เข้าใจแตกฉานในภาษาเพื่อรองรับกับความรู้ที่มีมาใหม่ตลอดเวลา, พื้นฐานคือการใช้ประโยชน์จากภาษา และภูมิฐานคือหนังสือหรือวรรณกรรมต่าง ๆ ซึ่งถือเป็นอารยธรรมทางปัญญา สอดคล้องกับการอ่านที่เป็นวัฒนธรรมทางความคิด โดยกระทรวงศึกษาธิการต้องทำ 3 ฐานนี้ให้เกิดขึ้นได้ สร้างคนให้เป็นคนเก่ง มีความสามารถ ทำดีให้ปรากฏ สร้างประโยชน์ให้ส่วนรวม ซึ่งเป็นเป้าหมายหลักของการศึกษาไทย

อาจารย์เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ กล่าวต่อไปว่า คนที่รู้หนังสือแต่ไม่อ่านหนังสือนั้น ก็เท่ากับเป็นคนไม่รู้หนังสือ จึงอยากให้ ศธ.คืนบทอาขยานกลับสู่ห้องเรียน เพราะเป็นรากฐานในการเริ่มต้นทางวัฒนธรรม โดยใช้บทอาขยาน 3 บท ได้แก่ บทหลักซึ่งเด็กควรจะท่องได้พร้อมกันทั่วประเทศ บทรองเป็นบทกวีเกี่ยวกับเรื่องราวในท้องถิ่น และบทเลือกซึ่งจะเป็นบทที่แต่งกันในโรงเรียนแล้วก็คัดเลือกขึ้นมาท่องจำ โดยไม่ต้องไปให้คะแนนแต่ให้เป็นไปตามธรรมชาติและความเหมาะสมของชั้นเรียน ทำให้เด็กได้สัมผัสสุนทรีลักษณ์ของภาษาไทยที่มีสำเนียง เสียง สัมผัส จังหวะ อันเป็นเอกลักษณ์ของภาษาไทย และอัจฉริยลักษณ์ของกวีไทยด้วย

นอกจากนี้ ควรให้มีการอ่านเขียนเรียนรู้ ในชั่วโมงลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้ ซึ่ง ศธ.ควรจะต้องมีหน้าที่รับผิดชอบการรู้หนังสือของเด็กไทยอย่างเป็นรูปธรรม เด็กจะรักการอ่านมากขึ้น อ่านแล้วมาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน รวมทั้งแนะนำหนังสือ 5 เล่มที่ต้องอ่าน คือ 1. เสภาขุนช้าง-ขุนแผน 2. นิยายของไม้เมืองเดิม (เล่มใดก็ได้) 3. นิยายเรื่อง “ข้างหลังภาพ” ของศรีบูรพา 4. ความเป็นมาของคำสยาม, ไทย ลาว และขอม และลักษณะทางสังคมของชื่อชนชาติ ของจิตร ภูมิศักดิ์ 5. หนังสือของอาจารย์พุทธทาสภิกขุ (เล่มที่ถูกกับอุปนิสัย) ตลอดจนต้องส่งเสริมเวทีการประกวดการอ่านเขียนให้มีมากขึ้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะเป็นรากฐาน พื้นฐาน ภูมิฐานของวัฒนธรรมประเทศต่อไป

โอกาสนี้ ปลัด ศธ. ได้กล่าวถึงประเด็นต่าง ๆ ซึ่งเป็นที่น่าสนใจสำหรับผู้ปกครอง นักเรียน นักศึกษา ครู และบุคลากร เพื่อเข้าใจตรงกัน ดังนี้

  • นโยบายกัญชา เราต้องทำความเข้าใจก่อนว่า การใช้ “กัญชาเสรี” คือ “เสรีทางการแพทย์” ไม่สามารถใช้กัญชาหรือกัญชงมาทำได้ทุกอย่าง แม้ใช้ในอาหาร ก็มีข้อจำกัด ดังนั้น กระทรวงศึกษาธิการจึงได้ออกประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง แนวทางการปฏิบัติเกี่ยวกับกัญชาหรือกัญชงในสถานศึกษา ส่วนราชการ หรือหน่วยงานในสังกัดและในกำกับของกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อห้ามไม่ให้ใช้กัญชาในสถานศึกษา/หน่วยงาน ห้ามใช้ในเยาวชนอายุต่ำกว่า 20 ปี เพราะย่อมมีผลต่อระบบร่างกาย รวมทั้งให้งดจำหน่ายอาหารหรือเครื่องดื่มที่มีการผสมส่วนใด ๆ ของกัญชาหรือกัญชง อีกทั้งห้ามไม่ให้นักเรียน นักศึกษา หรือบุคลากร ของสถานศึกษา หรือหน่วยงานในสังกัด/ในกำกับ นำอาหารหรือเครื่องดื่มที่มีการผสมส่วนใด ๆ ของกัญชาหรือกัญชง เข้ามาบริโภคในสถานศึกษา หรือหน่วยงานในสังกัด/ในกำกับอย่างเด็ดขาด (อ่านประกาศเพิ่มเติม)
  • การแต่งเครื่องแบบลูกเสือ เนตรนารี เนื่องจากสถานการณ์แพร่ระบาดของโควิด19 ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ทำให้ผู้ปกครองบางส่วนต้องประสบปัญหาด้านเศรษฐกิจ ขาดสภาพคล่อง รมว.ศธ. “ตรีนุช เทียนทอง” จึงให้ ศธ.มีมาตรการช่วยเหลือลดค่าใช้จ่าย โดยเฉพาะเรื่องเครื่องแบบลูกเสือ เนตรนารี โดยได้กำชับให้โรงเรียนอนุโลม กรณีนักเรียนรายใดไม่มีความพร้อม ขอให้ยืดหยุ่นไม่ต้องแต่งกายเต็มรูปแบบ เพียงแค่มีสัญลักษณ์ที่บ่งบอกความเป็นลูกเสือ เนตรนารี อาทิ ผูกผ้าพันคอแสดงสัญลักษณ์ เป็นต้น เพราะเป้าหมายการจัดการเรียนการสอน อยู่ที่กิจกรรมต่าง ๆ ที่จะช่วยฝึกให้เด็กได้เรียนรู้
  • ผลประชุม ศบค. เมื่อวันที่ 17 มิ.ย.ที่ผ่านมา เห็นชอบให้ปรับระดับพื้นที่สถานการณ์เป็นระดับเฝ้าระวัง (สีเขียว) ทั้งประเทศ รวมทั้งมาตรการการใส่หน้ากากอนามัย ไม่ได้บังคับให้ควรสวมหน้ากากตลอดเวลาเมื่ออยู่ภายนอก แต่ขอความร่วมมือให้สวมหน้ากากตลอดเวลาเมื่ออยู่ในที่แออัด สถานที่ปิด หรือมีการอยู่ใกล้ชิดกับคนจำนวนมาก มีการยกเลิกการคัดกรองอุณหภูมิในอาคารสถานที่ การตรวจ ATK ใช้เฉพาะเมื่อกรณีเป็นผู้ป่วยสงสัยที่มีอาการทางเดินหายใจ หรือหากมีการรวมกลุ่มมากกว่า 2,000 คนเท่านั้น ฯลฯ แต่ที่จริงแล้วในสถานศึกษาอาจจะทำได้ไม่ง่ายนัก จึงจะเชิญกระทรวงสาธารณสุข โดยกรมอนามัย มาพูดคุยกัน เพื่อเตรียมแนวปฏิบัติให้แก่สถานศึกษา เพราะแนวปฏิบัตินี้ส่วนหนึ่งก็ต้องรองรับกับการเตรียมประกาศให้พื้นที่ประเทศไทยเป็นสีเขียวทั้งหมดด้วย คาดว่าจะประกาศได้เร็วที่สุดในวันพุธหน้า (22 มิ.ย.) ทั้งนี้การเตรียมการสำหรับความรู้ความเข้าใจให้ตรงกัน และแผนเผชิญเหตุก็มีอยู่แล้ว แต่ก็ต้องมาพร้อมกับการปรับพฤติกรรมที่มีความยืดหยุ่นมากขึ้น

โอกาสนี้ ปลัด ศธ. กล่าวขอบคุณผู้เข้าอบรม พี่น้องครูและบุคลากรทางการศึกษา คณะวิทยากร ผู้ร่วมดำเนินงานโครงการทุกท่าน ที่ได้มีโอกาสมาพูดคุย แลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกันในพื้นที่ตลาดนัดการเรียนรู้ออนไลน์วังจันทรเกษม เฟส 2 ทั้ง 10 หลักสูตร จนทำให้เกิดผลสำเร็จ มีการตอบรับที่ดี ซึ่งทั้ง 10 หลักสูตร มีผู้สนใจสมัครเข้าอบรมรวมมากกว่า 1 ล้านที่นั่ง

บัลลังก์ โรหิตเสถียร, ปารัชญ์ ไชยเวช / สรุป
ธนภัทร จันทร์ห้างหว้า / ภาพ